หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ และ กรณีปกติ

ติวสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ และ กรณีปกติ
ติวสอบครูผู้ช่วย

เตรียมสอบผู้บริหาร

เตรียมสอบผู้บริหาร
เตรียมสอบผู้บริหาร

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

การปรับคุณวุฒิของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

สถานี ก.ค.ศ.
การปรับคุณวุฒิของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

          ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ตามที่ได้มีการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 11/2559 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา  ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำคุณวุฒิที่ได้รับเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นภายหลังจากการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาใช้ประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในวิชาชีพต่อไป จึงมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือน ในกรณีที่ได้รับคุณวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น ตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง และเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานวิทยฐานะ ด้านคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะครูชำนาญการ และคุณสมบัติในการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก ในสัปดาห์นี้จึงนำทั้ง 2 เรื่องนี้ มาบอกกล่าวให้ได้ทราบโดยทั่วกันดังนี้
           การให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนในกรณีที่ได้รับคุณวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ ดังนี้
          1. ต้องเป็นคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง และกำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
          2. ต้องได้รับคุณวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น หลังจากที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
          3. คุณวุฒิที่ได้รับเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นต้องเป็นคุณวุฒิในสาขาวิชาเดียวกันกับคุณวุฒิในระดับปริญญาตรี และหรือระดับปริญญาโทที่ใช้ในการบรรจุและแต่งตั้ง หรือเป็นคุณวุฒิที่ตรงกับสาขาวิชาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้นั้นได้ทำการสอนหรือเคยทำการสอน หรือเป็นคุณวุฒิที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนรวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นไปตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด โดยความเห็นชอบของ ก.ค.ศ.
          4. สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับอนุมัติ หรือได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อตามระเบียบของทางราชการเต็มเวลา หรือใช้เวลาราชการบางส่วน หรือได้รายงานการไปศึกษาโดยไม่ใช้เวลาราชการตามระเบียบของทางราชการ และสำเร็จการศึกษาอยู่ก่อนวันที่หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ใช้บังคับ และเป็นไปตามข้อ 2 สามารถนำคุณวุฒิที่ได้รับเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น มาใช้สำหรับการปรับเงินเดือนในกรณีที่ได้รับคุณวุฒิที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้นต่อไปได้
        กรณีการยื่นขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะครูชำนาญการ หากได้รับคุณวุฒิที่เพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น และได้ยื่นขอรับการประเมินวิทยฐานะไว้ก่อนวันที่ 9 ธันวาคม 2559 สามารถนำมาลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งได้ 
            หวังว่า สิ่งที่นำมาบอกกล่าวในวันนี้จะทำให้ทุกท่านได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมโดยทั่วกัน แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ. 
เผยแพร่ทางคอลัมน์ “สถานี ก.ค.ศ.”
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2559




 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

-คลากรการศึกษา  ที่ 
ติวสอบดอทคอม "

สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดสรรเงินทุนหมุนเวียน ปี พ.ศ. 2560 ให้ข้าราชการครูกู้ยืม

สถานี ก.ค.ศ.
สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดสรรเงินทุนหมุนเวียน ปี พ.ศ. 2560
ให้ข้าราชการครูกู้ยืม
     สวัสดีครับเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พบกันอีกเช่นเคยครับ สำหรับวันนี้ผมจะขอนำเสนอภารกิจสำคัญอีกด้านหนึ่งของสำนักงาน ก.ค.ศ. ซึ่งนอกจากงานด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวกับการสรรหา บรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนวิทยฐานะ เงินเดือน ค่าตอบแทน วินัย อุทธรณ์และร้องทุกข์แล้ว สำนักงาน ก.ค.ศ. ยังได้ดำเนินการในเรื่องของการจัดสวัสดิการให้แก่เพื่อนครู คือ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินที่จำเป็นเร่งด่วนของข้าราชการครู โดยการให้กู้ยืมรายละไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ซึ่งที่ผ่านมามีข้าราชการครู ได้รับการช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้สินไปแล้วกว่า 54,000 ราย และขอแจ้งให้ทราบว่า คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ได้อนุมัติจัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 วงเงินจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อให้ข้าราชการครู (ผู้สอน) ที่มีความประสงค์กู้ยืมและมีคุณสมบัติครบถ้วนได้กู้ยืมรายละไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) กำหนดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ต่อปี ให้ผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 96 งวด (8 ปี) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู พ.ศ. 2559 โดยข้าราชการครู (ผู้สอน) ที่จะได้รับพิจารณาอนุมัติให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนจะต้องเป็นผู้มีหนี้สินที่ก่อไว้ก่อนวันยื่นคำขอกู้ เป็นหนี้ที่มีอยู่จริงบังคับได้ตามกฎหมาย ต้องเป็นหนี้กับธนาคาร สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินอื่น ยกเว้น บัตรเครดิต บัตรสินเชื่อเงินสด หนี้เอกชน เช่าซื้อ กยศ. สินเชื่อรถยนต์ หนี้ประกันชีวิต และต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นข้าราชการครูที่ทำหน้าที่ผู้สอน ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  2) รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี  3) มีเงินเดือนและเงินได้รายเดือนคงเหลือสุทธิ หลังจากหักชำระหนี้เงินทุนหมุนเวียนแล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30  4) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และเป็นแบบอย่างที่ดี  5) ไม่เคยกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูมาก่อน  6) ไม่เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และ 7) ไม่เป็นผู้ที่ถูกฟ้องร้องคดีล้มละลาย หรือมีคำสั่งศาลให้พิทักษ์ทรัพย์
          ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือแจ้งส่วนราชการ / สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ประชาสัมพันธ์ และประกาศให้ข้าราชการครูที่มีความประสงค์กู้ยืมและมีคุณสมบัติครบถ้วนได้ทราบแล้ว โดยกำหนดให้ส่วนราชการ / สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส่งรายชื่อผู้ได้รับการอนุมัติให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ 20 มกราคม 2560 ดังนั้น หากข้าราชการครูท่านใดมีความประสงค์จะกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียน ขอให้รีบไปติดต่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดได้ที่ส่วนราชการ / สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ท่านสังกัดอยู่ และหากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ค.ศ. www.otepc.go.th
          สำนักงาน ก.ค.ศ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินทุนหมุนเวียนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการครูได้บ้างตามสมควรครับ


พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

  
เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์มติชน  ฉบับวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2559

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

-คลากรการศึกษา  ที่ 
ติวสอบดอทคอม "

การเสริมสร้างขวัญกำลังใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาคใต้

สถานี ก.ค.ศ.
การเสริมสร้างขวัญกำลังใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาคใต้

        ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอจะนะ ถือว่าเป็นผู้ซึ่งต้องปฏิบัติงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องระมัดระวังตนเอง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตลอดเวลา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ เสี่ยงภัย มีปัญหาซับซ้อนและละเอียดอ่อน ซึ่ง ก.ค.ศ. มีความตระหนักถึงความเสียสละ และความยากลำบากในการปฏิบัติงานดังกล่าว จึงได้ตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อดูแลการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่นี้เป็นการเฉพาะ เพื่อสร้างขวัญ กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรดังกล่าว

          ในระยะเวลาที่ผ่านมา อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พิจารณาดำเนินการด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรในพื้นที่ดังกล่าวมากมายหลายประการที่สำคัญได้แก่ การให้ความช่วยเหลือเยียวยาทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอนุมัติให้บรรจุและแต่งตั้งทายาทของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2550 และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนด เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมจำนวน 52 ราย ได้แก่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 51 ราย ประกอบด้วยครูผู้ช่วย จำนวน 33 ราย และตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 17 ราย และที่อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 1 ราย โดยอนุมัติเป็นหลักการให้เข้ารับการคัดเลือกเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย เมื่อมีคุณสมบัติตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานตำแหน่งนั้น รวมทั้งได้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้บรรจุเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 1 ราย

          นอกเหนือจากการอนุมัติให้มีการบรรจุและแต่งตั้งทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว ยังได้มีการกำหนดกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้เป็นการเฉพาะด้วย นอกจากจะเป็นไปเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรในพื้นที่ได้มีความก้าวหน้าในการประกอบอาชีพ เพื่อที่บุคลากรเหล่านี้จะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ ต่อไป

พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์

เลขาธิการ ก.ค.ศ.  

เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2559

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

-คลากรการศึกษา  ที่ 
ติวสอบดอทคอม "

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ข้าราชการครูเรียกรับเงินจากผู้อื่นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

สถานี ก.ค.ศ.
ข้าราชการครูเรียกรับเงินจากผู้อื่นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

สัปดาห์ที่แล้วได้นำกรณีตัวอย่างความผิดวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไปใช้จ่ายที่ผิดระเบียบของทางราชการ ในสัปดาห์นี้จะนำกรณีความผิดวินัยเกี่ยวกับการเรียกรับเงินมาให้ความรู้ต่อเนื่องอีกหนึ่งตัวอย่าง ดังนี้
นายเขียว ข้าราชการครูสังกัดส่วนราชการแห่งหนึ่ง มีความประสงค์จะขอโอนมารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในวิทยาลัยเทคนิค สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งนายเขียวได้รู้จักนางดำ เพื่อนบ้านซึ่งเป็นข้าราชการครูวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงไปขอคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นเรื่องขอโอน นางดำได้บอกกับนายเขียวว่า หากจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 60,000 บาท ก็จะได้รับการพิจารณาให้โอนได้ภายใน 1 ปี นายเขียวตอบตกลง โดยจะจ่ายให้ก่อนครึ่งหนึ่ง หากได้รับการพิจารณาให้โอนได้จะจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง ต่อมานายเขียวได้ไปยื่นคำร้องขอโอนย้ายที่วิทยาลัยเทคนิค และได้โอนเงินให้กับนางดำ จำนวน 20,000 บาท หลังจากนั้นจึงโทรศัพท์บอกกับนางดำว่าได้โอนเงินให้แล้ว ซึ่งนางดำบอกให้โอนเพิ่มอีก 10,000 บาท เพราะต้องนำไปให้ทีมงาน คือ นายขาว ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเป็นค่าดำเนินการ อีกสองวันถัดมา นายเขียวจึงไปโอนเงินให้นางดำเพิ่มอีก 10,000 บาท หลังจากนั้น นายเขียวจะโทรศัพท์สอบถามความคืบหน้าจากนางดำอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งนางดำบอกว่าได้รับเงินแล้ว และได้จ่ายให้นายขาว เพื่อเป็นค่าประสานงานเรียบร้อยแล้ว และเมื่อนายเขียวโทรไปสอบถามนายขาว นายขาวก็บ่ายเบี่ยงตลอด จนเวลาได้ล่วงเลยไปเกือบ 6 เดือนแล้ว นายเขียวไม่ได้รับการติดต่อจากนางดำและนายขาวอีกเลย นายเขียวจึงทราบว่าตนถูกหลอก จึงไปร้องเรียนต่อเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เมื่อนางดำทราบเรื่องจึงได้รีบโอนเงินจำนวน 30,000 บาท คืนให้แก่นายเขียว โดยอ้างว่านายเขียวโอนเงินให้แก่ตนเองโดยมิชอบ เมื่อทราบเรื่องจึงได้รีบโอนเงินคืน จากการสอบสวนข้อเท็จจริงได้ความว่า นางดำและนายขาวมีพฤติการณ์ร่วมกันใช้กลอุบายหลอกลวงนางเขียวให้หลงเชื่อ ว่าสามารถช่วยเหลือให้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการครู ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ โดยเรียกรับเงินเป็นข้อตอบแทนในการดำเนินการดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง กรณีไม่รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนคนละ 1 ขั้น และรายงาน ก.ค.ศ.  เพื่อพิจารณาต่อไป
สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ซึ่งทำการแทน ก.ค.ศ.) เพื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนางดำและนายขาวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กรณีกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง การที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนคนละ 1 ขั้น นั้น ยังไม่เป็นการถูกต้องและเหมาะสมแก่กรณีความผิด จึงมีมติให้ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งเพิ่มโทษจากลดขั้นเงินเดือนคนละ 1 ขั้น เป็นโทษปลดออกจากราชการทั้งสองราย
ดังนั้น จึงขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านได้ตระหนักถึงวินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเคร่งครัด แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม 2558

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

เรื่องใหม่น่าสนใจ 

- พรบ.เงินเดือนใหม่ข้าราชการครูฯ พ.ศ.2558

-ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (P.A.)

              ข้อสอบออนไลน์ ( สอบครู - ผู้บริหาร - บุคลากรการศึกษาชุดใหม่  โดย  อ.นิกร 




 เตรียมสอบ บน ยูทูป ทั้งหมด ได้ที่

 ติวสอบ บน ยูทูป


   คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้
เตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอบ 2)

วินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 หมวด 6 ได้กำหนดวินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไว้ เพื่อให้ทราบถึงข้อห้ามและข้อปฏิบัติต่างๆ สัปดาห์นี้จะนำเรื่องความผิดวินัยเกี่ยวกับการเงินและบัญชี ที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ควรปฏิบัติ มาให้ความรู้ ดังนี้
เรื่องมีอยู่ว่า นายเฉลิม (นามสมมติ) ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ทำเรื่องขอยืมเงินทดรองราชการ และอนุมัติการยืมเงินด้วยตนเอง ทำการเบิกถอนเงินงบประมาณของโรงเรียนออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีแผนงานหรือโครงการรองรับ จำนวน 24 สัญญา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 840,261 บาท บางวันยืมต่อเนื่องในวันเดียวกันถึง 6 สัญญา ทั้งที่เจ้าหน้าที่การเงินทักท้วงแล้ว  แต่นายเฉลิมก็ยังอนุมัติเงินยืมให้กับตนเองอีก และเมื่อยืมไปแล้วก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า นายเฉลิมได้นำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้จ่ายในโครงการหรือแผนงานใดของโรงเรียน บางครั้ง มีการจัดทำโครงการใหม่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแผนงานหรือโครงการของโรงเรียน การยืมเงินทดรองราชการดังกล่าวของนายเฉลิมจึงไม่โปร่งใส เนื่องจากผู้บริหารโรงเรียนดำเนินการเองทั้งหมด เจ้าหน้าที่การเงินก็จะต้องทำตามที่ผู้บริหารโรงเรียนสั่งการ ซึ่งเมื่อยืมเงินทดรองราชการไปแล้ว เมื่อถึงกำหนดการส่งใช้เงินยืมหรือส่งเอกสารหลักฐานเพื่อล้างหนี้เงินยืม นายเฉลิม กลับไม่ดำเนินการใดๆ แต่ยังคงทำสัญญายืมเงินและอนุมัติเงินยืมให้กับตนเองอีก ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าตามสัญญายืมเงิน โรงเรียนได้จัดกิจกรรมซ้อนกันในวันเดียวถึง 6 กิจกรรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายเฉลิมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยนายเฉลิมรับสารภาพว่าได้กระทำการเช่นนี้จริง และต่อมาได้ทยอยนำเงินมาคืนให้กับทางราชการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อพิจารณาดำเนินการทางวินัยแก่นายเฉลิม ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ได้พิจารณาแล้ว  เห็นว่านายเฉลิมกระทำผิดวินัยตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มีควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จึงมีมติให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนนายเฉลิม 1 ขั้น และรายงาน ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณา
สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ (ซึ่งทำการแทน ก.ค.ศ.) พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนายเฉลิมเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ตามที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา มีมติให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนนายเฉลิม 1 ขั้น นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งความผิดวินัยอย่างร้ายแรงมีโทษปลดออกหรือไล่ออก ที่ประชุมจึงมีมติให้ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งเพิ่มโทษ นายเฉลิม จากโทษลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น เป็นโทษไล่ออกจากราชการ ให้ถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมกับกรณีความผิดต่อไป
จากกรณีที่นำมาให้ความรู้ในวันนี้ หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ให้ประพฤติผิดวินัยได้เป็นอย่างดี ที่จะไม่หลงกระทำผิดให้เสื่อมเสียเกียรติยศศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ แล้วพบกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน  ฉบับวันจันทร์ ที่ 30 พฤศจิกายน 2558

เตรียมสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอบ 2)

กฎ/ระเบียบ/เรื่องใหม่ จาก สพร.

ประกาศ / เรื่องใหม่ จาก สพป.และ สพม.ทั่วประเทศ